Tuesday, 2 August 2016

simply



บางอย่างที่ได้เรียนรู้จากการใช้ชีวิตบนโลกนี้ทุกวัน
ฉันพบว่า...
ไม่มีวันที่ดีที่สุด
และวันที่แย่ที่สุด
เกิดขึ้นในชีวิตของคนเรา
.
.
ลองคิดเปรียบเทียบดูเป็นเส้นตรงเรียบๆนะ
วันไหนที่ได้รับข่าวดีมันก็คงเป็นกราฟที่ขึ้นไปสุดๆ
แต่พอเราหายตื่นเต้น เริ่มชินชากับมัน
มันก็จะค่อยๆลดลงปรับลงมาอยู่ระดับปกติเอง
ส่วนบางทีที่รู้สึกว่าชีวิตแย่สุดๆ กราฟนี่ดิ่งลงไปข้างล่าง
แต่พอเราเวลาผ่านไปได้ใช้เวลาเรียนรู้ได้เข้าใจกับมัน
มันก็สามารถกลับมาอยู่ในระดับปกติได้เหมือนเดิม
.
.
เช่นกันว่า..
ต่อให้มันมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นบนเส้นตรงนั้นเท่าไหร่
มันก็ยังจะคงกลับมาอยู่ระดับราบเรียบเท่าเดิมได้
ไม่ขาด ไม่พัง ไม่หายไปไหน
ที่สุดของความพอดี
ที่ฉันได้ค้นพบ
ก็คือเส้นเรียบๆตรงกลางนั่นแหละ
.
.
บางช่วงของชีวิตที่มีความเงียบสงบ
คือความสบายใจที่สุด
ใช้ชีวิตแบบกลางๆไม่ต้องสุขมากไม่ต้องทุกข์มาก
มันคือความราบเรียบที่ดีมากแล้วจริงๆ
ถ้าวันไหนทุกข์มากแล้วต้องรอว่าจะสุขเมื่อไหร่ หรือ
ถ้าวันไหนสุขมากแล้วต้องรอดูว่าจะทุกข์เมื่อไหร่
มันก็คงเป็นอะไรที่วุ่นวายกับความรู้สึกอยู่ดีแหละ
.
.
เพราะฉะนั้นยิ่งเราคาดหวังกับชีวิตมากเท่าไหร่
ฉันรู้สึกว่านั่นเป็นความเสี่ยงที่เราจะเจ็บตัวได้มากขึ้น
วิธีรับมือง่ายๆในแบบที่ฉันคิด
ก็คือต้องปลงกับมัน
เรียนรู้และเข้าใจว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
ลองใช้ชีวิตแบบไม่คาดหวังอะไรเลย
ก็ดีเหมือนกัน..
แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องหมดแรงบันดาลใจนะ
ไฟเล็กๆในมือ คุณถือไว้ได้
แต่ก็ต้องกำมันให้พอดีมือด้วย
สิ่งเดียวที่จะมีพลังมากที่สุดไม่ใช้คำอธิษฐาน
แต่เป็นสิ่งที่คุณลงมือทำ
.
.
ถ้าได้ทำอย่างเต็มที่แล้ว
ผลออกมาไม่เป็นที่น่าพอใจ
ก็คิดซะว่าช่างมันเถอะ
อย่างน้อยก็ได้ทำดีที่สุดแล้ว
วันนี้ไม่ใช่พรุ่งนี้ไม่ใช่ก็ได้ใครจะรู้

"Don't Rush anything.. If it meant to be,
It will be.."

เชื่อเถอะว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นในเวลาที่เหมาะสม
และมีเวลาของมัน คุณก็แค่รอ และ เตรียมใจ พบกับโชคชะตาของคุณ
เป็นกำลังใจให้นะทุกคน :)

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

ปล. จู่ๆก็คิดเรื่องนี้ขึ้นมาได้ตอนถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกเมื่อวาน
เลยอยากแชร์ให้ทุกคน สู้ๆนะ ><


Sunday, 12 June 2016

mine



กระจกหนึ่งบาน..
เวลาเราพาตัวเองไปยืนอยู่หน้ากระจกบานนั้น
ภาพที่สะท้อนออกมาให้เห็น
ก็คือสิ่งที่เราเห็นตัวเอง
ซึ่งคนเรานั้นจะรู้จักตัวเองได้มากน้อยเท่าไหนกัน..
บางครั้งสิ่งที่เราไม่รู้เรื่องตัวเอง
คนรอบข้างกลับรู้มากกว่า
จากการมองเห็นตัวเราผ่านสายตาของเขา
นั่นคือสิ่งที่พวกเขาสะท้อนกลับมา
บอกให้เรารู้..ถึงบางอย่างที่เราไม่เคยรู้..
เกี่ยวกับตัวเราเอง..
.
.
เรื่องตลกอย่างหนึ่งที่ฉันไม่เคยรู้
เกี่ยวกับตัวฉันเอง
ขนาดใช้ชีวิตมาเกือบ 20 ปี
ก็ปกติเหมือนกับเด็กผู้หญิงทั่วไป
นั่นเป็นเรื่องก่อนที่ฉันจะเข้าร่วมรายการเรียลลิตี้แห่งหนึ่ง
หลังจากนั้นฉันถึงเพิ่งรู้ว่าตัวเอง..
"กินจุ"
.
.
ฉันใช้ชีิวิต 24 ช.ม.ที่อยูู่ในบ้านถ่ายทอดสด
เช้าถึงเย็นยันมืดก็ยังมีสปอนเซอร์อาหารบนโต้ะเนืองแน่น
ตั้งแต่เด็กจนโตเวลาเราจะหยิบอะไรเข้าปาก
ก็เฉพาะเวลาหิวเท่านั้นแหละ
แต่ตัวฉันเองเป็นคนเผาเผลาญเร็ว
และฉันรู้ว่าตัวเองหิวตลอดเวลา
หลังอยู่ด้วยกันแบบสนิทชิดเชื้อทั้งวันทั้งคืน
เราก็เริ่มสังเกตุเรียนรู้นิสัยของกันและกัน
มันเริ่มที่เพื่อนๆรอบตัวเริ่มบอกกับฉันว่า "กินอีกแล้วนะ"
เอ้า.. งงแปลกตรงไหน
เมื่อก่อนอยู่บ้านเฉยๆอยากกินพิซซ่าฉันยังสั่งมากินเอง
แบบหมดเกลี้ยงคนเดียวทั้งถาดได้เลย
มันก็ไม่น่าแปลกอะไร.. ของที่เราชอบเราก็กินเยอะเป็นธรรมดา
ฉันก็คิดแบบนั้นนะ
มีครั้งนึงโชคดีได้เจอร้านราเมนกระดูกหมูที่ชอบมาก
วันนั้นฉันเลยกินแบบจัดหนักด้วยความคิดถึง
พอรู้ตัวอีกทีเพื่อนๆก็มามุงรอบตัว
พากันบอกว่าฉันเข้าแข่งรายการทีวีแชมป์เปี้ยน
ฉันชะงักแล้วมองชามรอบตัว..กี่ชามแล้วนะ..
อืม..ไม่แปลกหรอกของที่ชอบนี่นา..
.
.
ทุกวันท่ีเราฝึกซ้อมกันทั้งเหนื่อยทั้งล้า
บางทีก็ต้องเพิ่มพลังงานเพื่อเติมแรงกายแรงใจ
เพราะฉะนั้นการที่เรามักพบกันที่โต้ะอาหาร
ฉันมองว่าเป็นเรื่องปกติ (สำหรับฉัน '-')
เมื่อตอนที่อยู่บ้านก็กินทั้งวันทั้งคืนแบบนี้
ต่างกันแค่..ไม่เคยมีใครมาบอก
.
.
พอจบรายการนั้นได้ออกมาพบเจอกับผู้คนข้างนอก
ได้พบเจอผู้คนที่เฝ้ามองเรามาตลอด 3 เดือน
ช่วงแรกฉันกล้าพูดได้เต็มปากเลย
ว่าแทบทุกวันที่สองมือของฉันแน่นเอี๊ยดไปด้วยถุงเสบียง
ผู้คนมากหน้าหลายตาพากันหอบขนมมาฝาก
พวกเขารู้แม้กระทั้งว่าฉันชอบกินอะไรไม่กินอะไร
ตอนที่ฉันชอบช็อกโกแลตยี่ห้อหนึ่ง
ฉันก็จะได้รับกลับบ้าน 2-3 กล่องทุกวัน (จนตอนนี้เอียนไปเลย)
บางวันเคยได้เค้กทั้งก้อน พิซซ่าทั้งถาด
ฉันคิดในใจว่าพวกเขาต้องเห็นฉันเป็นตู้เย็นแน่ๆ =_=;
มีของล้นมือขนาดนี้ยังพรํ่าถามฉันว่า อิ่มไหม พอไหม
ฉันถึงฉุกคิดขึ้นมาได้เลยว่า เอ.. หรือว่าสิ่งที่ฉันมองว่าปกติมันไม่ปกติ
ซากกุ้งมหึมาที่ฉันกินไปวันนั้น

แปลกดีนะ
ที่อยู่กับตัวเองมาทั้งชีวิต
แต่ไม่เคยสังเกตุเลย
ฉันขอบคุณพวกเขาที่ทำให้ฉันได้รู้
เรื่องเล็กน้อยเกี่ยวกับตัวเอง
ขอบคุณที่เป็นกระจกอีกบาน
ที่ส่องให้เห็นอะไรที่ฉันไม่เคยเห็นในกระจกบานนั้น .


















Sunday, 29 May 2016

123..


"Someone's Watching Over Me"
-Hilary Duff-

Found myself today Oh I found myself and ran away
Something pulled me back The voice of reason I forgot I had
All I know is you're not here to say What you always used to say
But it's written in the sky tonight

So I won't give up
No I won't break down
Sooner than it seems life turns around
And I will be strong
Even if it all goes wrong
When I'm standing in the dark I'll still believe
Someone's watching over me

Seen that ray of light And it's shining on my destiny
Shining all the time And I wont be afraid
To follow everywhere it's taking me
All I know is yesterday is gone
And right now I belong
To this moment to my dreams

So I won't give up
No I won't break down
Sooner than it seems life turns around
And I will be strong
Even if it all goes wrong
When I'm standing in the dark I'll still believe
Someone's watching over me

It doesn't matter what people say
And it doesn't matter how long it takes
Believe in yourself and you'll fly high
And it only matters how true you are
Be true to yourself and follow your heart


.
.

เพลงนี้เป็นเพลงประกอบหนังจากเรื่อง "Raise your voice" ปี 2004 
หนังที่ Hilary Duff เล่นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ฉันชอบมาก
ตัวนางเอกมีความฝันอยากเป็นนักร้อง แม้ตัวจะอยู่ที่เมืองเล็กๆห่างไกลสีสัน
แต่ก็มีใจไฟแรงที่อยากจะเข้ามาในเมืองแห่งการแข่งขันและบันเทิง
เพื่อตามหาฝัน และ ทำตามสิ่งที่รัก แม้จะถูกที่บ้านคัดค้าน 
แต่เธอก็สามารถพิสูจน์และทำให้สำเร็จได้ในภายหลัง..

ฉันนึกถึงสมัยที่ตัวเองออกเดินตามความฝัน
เดินทางประกวดบ่อยมากด้วยตัวเอง 
ก่อนหน้านี้ชีวิตเต็มไปด้วยคำว่าเกือบ
ไม่มีโอกาสที่จะคว้าความฝันนั้นเลย ต่อให้อยู่ใกล้ซักแค่ไหน
แต่เพลงนี้ เนื้อร้องในเพลงนี้โดนใจฉันทุกท่อน ทุกประโยค
เวลาที่ท้อหรือพ่ายแพ้มา
ก็จะหยิบมาเปิดเอาเพลงนี้ฟังทุกที
ยิ่งเนื้อเพลงท่อนฮุค..ฟังไปฟังมาไฟแรงทุกที
บอกกับตัวเอง ไม่เป็นไร เอาใหม่ ครั้งหน้าจะทำให้ดีกว่าเดิม

ความเชื่ออย่างหนึ่งในใจของฉัน
สอนตัวเองว่าให้เป็นคนมีความพยายาม 
หลายครั้งนะที่ฉันรู้ว่าไม่ถนัดอะไร 
แต่ก็จะพยามทำให้เต็มที่
อย่างน้อยพอมันจบลง 
ถึงมันจะไม่ออกมาดีมากมาย 
แต่เราได้ลองทำเต็มที่ 
สุดความสามารถของเราแล้ว
ก็จะไม่มีอะไรน่าเสียดายต่อไปอีก

สำหรับคำว่า น่าเสียดาย คุณนิยามมันว่ายังไง?
ฉันคิดว่าเพราะมนุษย์เรามักชอบจะพูดคำว่า 
''ถ้าตอนนั้นนะ..'' ''รู้งี้ตอนนั้น.." ในสิ่งที่ทำผิดพลาดอยู่เสมอ
ทั้งที่เราต่างรู้ว่าไม่มีทางไหนเลยที่เราจะย้อนเวลากลับไปแก้ไขมันได้
ลองคิดดูว่า ในชีวิตนี้เราต่างทำเรื่องที่ผิดพลาด
แล้วตั้งคำถามนี้มากี่ครั้งแล้ว ​?
คำพวกนี้มันเป็นแค่คำปลอบใจตัวเองน่ะ
มันจะน่าเสียดายหากคุณไม่ทำมันให้ดีขึ้น
ในโอกาสครั้งต่อไป..ต่อไป.. และ ต่อไปอีก..
ชีวิตนี้มีหนึ่งครั้ง เกิดมาครั้งเดียว
คุณได้ทำมากพอหรือยัง
ที่จะไม่เสียดายอีกในชีวิตนี้
.
.
สำหรับความฝัน
มันคือการลงทุนที่ไม่มีการขาดทุนเลย
ใครๆก็มีสิทธิ์ฝัน
สิทธิ์ที่จะกล้าทำในสิ่งที่รัก
ท่อนหนึ่งของเพลงความเชื่อ
ที่ฉันท่องได้ขึ้นใจ บอกว่า
"ที่สุดถ้ามันจะไม่คุ้ม แต่มันก็ดีที่อย่างน้อย
ได้จดจำว่าครั้งนึงเคยก้าวไป"
.
.
ถ้าสิ่งที่ฉันทำอยู่จะเป็น "ครั้งหนึ่ง"
ฉันจะทำให้แน่ใจ ว่าจะไม่มีอะไรที่ติดค้าง ไม่ได้ทำ
หรือ เป็นเรื่องน่าเสียดาย
เมื่อไปย้อนกลับไปนึกถึงอีก ..
.
.
ท้อใจเมื่อไหร่
นับ 1 .. 2 .. 3 ..
ฟังวนไป.. 




Sunday, 22 May 2016

7 years old..



- 7 Years - Lukas Graham - 


"Once I was seven years old.."
ช่วงนี้คุณคงเคยได้ฟังเพลงนี้กันบ่อยครั้ง เพราะกำลังฮิตติดชาร์ตเป็นที่ถูกใจของคนมากมาย
ทุกครั้งที่ฉันได้ฟังเพลงนี้ก็จะนึกย้อนกลับไปถึงช่วงวัยเด็กในขณะที่ฉันอายุเท่านั้นฉันกำลังทำอะไร..
.
.

ตอนนี้ฉันมีโอกาสได้ทำรายการเด็กรายการหนึ่ง
ได้พบเจอกับเด็กๆมากมายที่พากันเข้ามาโชว์ในรายการ
ทั้งร้อง เต้น เล่นดนตรี โชว์ความสามารถ
และแน่นอนต้องมาพร้อมกับผู้ปกครอง
ที่สมัยนี้แบกกล้องโปรมาถ่ายภาพแบบจัดเต็ม
คอยโบกไม้โบกมือเชียร์ลูกดูตื่นเต้นกว่าลูกซะอีก
ส่วนตัวลูกเองบางคนก็ยิ้มแบบเกร็งๆดูไม่มั่นใจ
มองดูแล้วบางทีฉันก็ไม่แน่ใจ
ว่าสิ่งที่ทำอยู่พวกเขาชอบจริงๆ หรือว่า เขาทำตามที่พ่อแม่ชอบ
เห็นผู้ปกครองบางคนยืนอยู่หลังกล้องส่งยิ้มให้กำลังใจ
คนบนเวทีก็มีกำลังใจพยายามทำให้โชว์ผ่านไปได้ด้วยดี
พอโชว์เสร็จสิ้นพวกเขาทั้งหมดก็ยิ้มออกมา...
.
.
ครั้งหนึ่งเคยเจอกับเด็กที่มาร้องเพลง
ฉันมีหน้าที่ต้องสัมภาษณ์เลยถามไปว่า
"ทำไมถึงชอบร้องเพลง ? "
น้องตอบกลับมาว่า
"เวลาได้ยืนร้องเพลงบนเวทีคนจะได้รู้จักเราเยอะๆ"
นั่นเป็นคำตอบที่ทำเอาฉันติดสตั๊นไปหลายวินาที
จากวันนั้นฉันก็ครุ่นคิดกับตัวเองถึงประโยคนี้
ไม่ใช่เพราะคำตอบมันถูกหรือผิด
แต่มันคงแปลก..จากที่ฉันเคยได้ยิน..
ถ้าเป็นเมื่อก่อน
ฉันคงได้ยินคำตอบว่า
"ชอบร้องเพลงเพราะร้องเพลงแล้วมีความสุข"
นั่นเป็นคำตอบเบสิคเลยที่ใครๆก็คงตอบแบบนี้กันทั้งนั้น
แล้วนั่นก็ทำให้ฉันกลับมาถามตัวเอง
ถ้าเป็นเราล่ะ..จะตอบว่ายังไง?
ในตอนที่อายุเท่านั้น
ตอนที่เริ่มร้องเพลง
ร้องเพลงเพราะมีความสุข..หรอ?
ก็คงไม่ใช่คำตอบของฉันเช่นกัน
.
.
ตอนที่ยังเด็กฉันเริ่มเรียนร้องเพลงที่สถาบันดนตรี
ทุกเดือนที๋โรงเรียนจะมีจัดแสดงโชว์ให้เด็กๆได้ร้องเพลง
ท่ามกลางบรรดาผู้ปกครองของนักเรียนทุกคน
เก้าอี้ตัวนึงตรงนั้นฉันมองเห็น..แม่นั่งอยู่เสมอ..
บนเวทีนี้..บอกตามตรงฉันไม่อยากจะยิ้มหรอก
นอกจากมันจะตื่นเต้นแล้วยังเกร็งจะตาย
ร้องไปยังกำชายเสื้อตัวเองแน่นเลย
รอยยิ้มที่เผยออกมาตอนจบเพลงมันคือความโล่งอกต่างหาก
'เย้ ผ่านไปได้ซะที' ในใจคิดแบบนี้
แต่พอมองไปที่ตรงหน้าเห็นแม่ที่นั่งยิ้มตั้งแต่แรกจนจบ
รอยยิ้มแบบที่ต่างจากยิ้มของฉัน
ไม่รู้ว่ามันคืออะไร
แต่ว่า..ฉันเริ่มชอบมัน
.
.
พ่อของฉันทำธุรกิจส่วนตัว
ไม่ค่อยมีเวลาไปตามงานที่โชว์หรือประกวด
ครั้งแรกที่ฉันได้รางวัลประกาศนียบัตรมา
กลับถึงบ้านฉันเลยเอาไปอวดพ่อ
พ่อไปรับไปดูด้วยสีหน้าเฉยๆ
วันรุ่งขึ้น..ฉันเห็นมันแขวนอยู่บนผนัง
ในกรอบรูปที่พ่อทำเอง
จากวันนั้นฉันก็ประกวดทุกเวทีทั้งในและนอกโรงเรียน
และเอาใบพวกนั้นยื่นให้พ่อเวลาที่กลับบ้าน
การได้เห็นมันเรียงอยู่บนกำแพงมากมายแบบนั้น
ฉันคิดว่า..ฉันเริ่มชอบมัน..
.
.
เวลามีงานครอบครัวพบปะกับญาติๆ
และมีเวทีร้องคาราโอเกะ
ลุงป้าน้าอามักจะเรียกให้ขึ้นไปร้องเพลง
ฉันร้องเพลงตามที่ขอ
จนตอนนี้ยังจำได้ว่าคนไหนชอบเพลงอะไร
บางคนแซวเล่นขำๆและมักจะให้เงินค่าขนมด้วย
แต่ละมื้ออาหารมีแต่ความสุขเสียงหัวเราะของญาติพี่น้อง
เวลาที่เห็นไมค์พวกเขาจะนึกถึงฉัน
และฉัน..ชอบมัน..
.
.
ทุกวันนี้
บางครั้งที่ยืนร้องเพลงบนเวที
ยังคงมีความประหม่า มีความกังวล
ยังมีความไม่มั่นใจ
ยังรู้สึกไม่เต็มที่
แต่ว่า..เวลาฉันมองลงไปข้างล่าง
เห็นป้ายไฟ เห็นพวกเขาที่คอยให้กำลังใจ
สิ่งเดียวที่ฉันแน่ใจ..
คือ..ฉันชอบมัน..
.
.
สุดท้ายนี้คำตอบเดียวของคำถามนั้น
เท่าที่ฉันจะประมวลผลได้
ถึงแม้เหตุผลจะต่างกันตามเรื่องราวของแต่ละคน
แต่สิ่งสำคัญที่มองเห็น..ฉันคิดว่า..
คำตอบคือ
พวกเราทุกคนล้วนอยากเห็นคนที่เรารักมีความสุขกันทั้งนั้น
: )





















Friday, 20 May 2016

1st หน้าแรก


1st
หน้าแรก..






"My Favorite song will say more about me than my mouth ever will.."

คิดว่านี่คงเป็นวลีที่เหมาะกับฉันตลอดกาล

และก็คงเป็นเหตุผลที่คนทั้งโลกนี้รักดนตรีและเสียงเพลงเช่นกัน 

คนเราใช้ดนตรีและเพลงเพื่อแทนความรู้สึกที่ไม่สามารถบรรยายออกมาได้ 

ลองนึกดูสิ..เวลา เหงา เศร้า สนุก เสียใจ หรือ แม้แต่เวลามีความสุข

เราให้เสียงเพลงเป็นเพื่อนกันทั้งนั้น

ขนาดบนโลกนี้มีเพลงเป็นล้านๆ ทำไมเราถึงเลือกบางเพลงเพื่อฟังในแต่ละช่วงเวลา

นั่นคงเพราะเราเลือกที่จะฟังเพลงที่ตรงกับความรู้สึกของเราในเวลานั้น..

และก็เป็นเหตุผลที่ทำให้มันเพราะกว่าเพลงอื่น..พิเศษกว่าเพลงอื่น..  

-ผู้ฟัง-

.


"ฉันเข้าใจแกว่ะ"

"นี่ไง ฉันก็เจอเรื่องเดียวกัน

บางครั้งฉันรู้สึกเหมือนเพลงมันกำลังพูดกับเราแบบนี้

ยิ่งเวลาร้องไปด้วยกันยิ่งรู้สึกว่าเราเข้าใจกันเป็นมากกว่าไหนๆ :) 

คำถามที่ยากที่สุดที่เจอมาตลอดคือมักจะถูกถามว่า "What's your favorite song?" 

ให้ตายสิ..ฉันคงไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ 

ทุกเพลงที่ฉันจดจำ..ถูกเก็บอยู่ในแต่ละช่วงเวลาพิเศษของชีวิต..

ไม่เคยลืมเลยว่าฟังเพลงนี้ตอนไหน..ฟังแล้วนึกถึงอะไร..

ซึ่งเชื่อว่ากว่าจะโตขึ้นตอนนั้นฉันก็คงมีเพลงโปรดเก็บไว้จำนวนมหาศาลแน่ๆ

                                      ........................... 

เวลาผ่านไปฉันเปลี่ยนจากผู้ฟัง

เป็นคนฟังสิ่งที่ลึกกว่านั้น 

และบางครั้งก็ทำหน้าที่เล่ามันออกมาด้วย

พอตั้งใจฟังถึงได้รู้ว่า..

บางเพลงนักแต่งเพลงเขียนออกมาเพื่อเล่าบรรยายความรู้สึกของพวกเขา

ร้อยเรียงเรื่องราวสิ่งที่เขาพบเจอมาออกมาเป็นเพลงหนึ่งเพลง

และมันก็จะดีมากเลยถ้าสารเหล่านี้ถูกส่งต่อไปให้ผู้รับได้

พวกเขากำลังพยายามบอกกับเหล่าคนฟังเหมือนกันว่า 

-ผู้เล่า-

"ฟังสิ่งที่ฉันกำลังเล่านะ"  

"ฉันอาจจะไม่ได้พูดออกมา แต่ว่าได้โปรดรับรู้ทีนะ"

.

.

นี่คือสิ่งที่ฉันรับรู้ได้

เพลงบางเพลงถูกเขียนขึ้นจากเรื่องจริงที่เศร้าแทบตาย

แม้มันไม่สามารถถูกบรรยายออกมาได้หมด

แต่การได้เล่าหรือระบายความรู้สึกออกมานั่นก็คงดีแล้ว

"พอแล้วแค่มีคนเข้าใจ แค่มีคนรับฟัง.."

"ขอบคุณที่ฟังเรื่องของฉัน และรู้สึกไปด้วยกัน"   

นั่นอาจจะเป็นข้อความจากพวกเขา..

ไอดอลคนโปรดของฉัน Taylor Swift ยังเคยพูดประโยคที่ว่า

"I write song so that the person I didn't say those words to can hear them" 

- ฉันเขียนเพลงเพื่อที่คนที่ฉันไม่ได้พูดประโยคเหล่านั้นออกมาจะได้ฟังมัน - 

เป็นประโยคที่โครตซึ้งกินใจ 

พอโตขึ้นฉันก็ได้เข้าใจจริงๆนั่นแหละ

ว่าคนเราไม่สามารถพูดทุกอย่างที่คิดได้ บางอย่างคิดได้แต่ไม่พูดออกมาดีกว่า

ส่วนบางอย่างก็ควรพูดออกมาไม่ควรเก็บเอาไว้

การใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้มันก็ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ

มีหลายอย่างที่เราต้องปรับตัวและรับมือให้ได้

และทางเลือกหนึ่งที่ฉันคงเลือกต่อไปก็คือ

หยิบหูฟังขึ้นมาฟังเพลงที่อยากฟัง

ในบางช่วงเวลา.. 

บางความรู้สึก..

ที่ไม่สามารถพูดออกมาได้  

เพราะฉันรู้แน่นอนว่า

อย่างน้อย..

ยังมีคนที่เข้าใจ

: ) 

 <3 music 

    

                                    .............................

ปล. จริงๆ คิดจะเขียนทำบล็อกเมื่อนานมาแล้ว แต่ความคิดก็คงเป็นแค่ความคิดถ้าไม่ได้ลงมือซะที 55

บางทีก็อยากมีที่ที่เก็บอะไรบางอย่าง คุยกับตัวเอง 

อะไรที่ Facebook ทำไม่ได้ อะไรที่ไม่ได้บ่นๆแค่ใน Twitter แล้วลืมไป

ซื้อหนังสือมาหลายเล่มแต่พอจะเขียนก็เมื่อยทุกที

ไหนๆก็ยุค digital พิมเอาคงสะดวกกว่า

และจะคงดีใจมาก

ถ้ามีคนอ่านและติดตาม

ความคิดเห็นส่วนตัวและเรื่องราวของเราในนี้

ขอบคุณนะ

H.Y